หน้าแรกเกี่ยวกับเราเว็บลิงค์ติดต่อเรา
วิวัฒนาการ ทางการแพทย์
การแพทย์สมัยใหม่

       ในปี พ.ศ. 2485 ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดการปรับปรุงทางการแพทย์ โดยมีการประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 และได้ประชุมอีก 4 ครั้ง รวมเป็น 5 ครั้ง ครั้งหลังเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 สามารถเสนอรายงานการจัดตั้ง กระทรวงสาธารณสุข ให้รัฐบาลเสนอต่อรัฐสภา ต่อมาก็ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2485 มีกระทรวงสาธารณสุขขึ้น ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 13 โดยมีข้อความในพระราชกฤษฎีกาในเรื่องเหตุผลที่มาของการสถาปนากระทรวงสาธารณสุข ปรากฎดังนี้

"โดยเหตุที่การสาธารณสุข และการแพทย์ในเวลานี้ ยังกระจัดกระจายอยู่ในกระทรวงและกรมหลายแห่ง งานบางอย่างทำซ้ำและก้าวก่ายกัน และบางอย่างก็ไม่เชื่อม ประสานกันเป็นเหตุให้ต้องเปลืองเจ้าหน้าที่ และค่าใช้จ่าย ไปในทางไม่ประหยัด จึงสมควรปรับปรุงเสียใหม่ เพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น"
ในด้านการแพทย์รัชสมัยนี้ มีการศึกษาวิจัยสมุนไพรเพิ่มขึ้น ในระหว่างปี พ.ศ. 2485 - 2486 ขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ลุกลามเข้ามาในเขตเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนยา ศาสตราจารย์นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ ได้ทำวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาไข้มาลาเรียที่โรงพยาบาลสัตหีบ หลังสงครามโลกสงบลง ยังคงมีปัญหาขาดแคลนยาแผนปัจจุบันรัฐบาลจึงมี นโยบายให้โรงงานเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุขนำสมุนไพรมาผลิตเป็นยารักษาโรค
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปในนักวิชาการสาธารณสุข แพทย์และประชาชนคนไทยว่า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ได้ทรงอุทิศพระองค์ ทรงมีพระเมตตาปราณีต่อพสกนิกรของพระองค์ ทรงพระตระหนัก เป็นอย่างยิ่งว่า สุขภาพของคนไทยเป็นเรื่องสำคัญและต้องการได้รับการแก้ไข ทรงเล็งเห็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยเป็นอย่างดี และทรงมีพระราชหฤทัยอย่างแน่วแน่ที่จะดำเนินการแก้ปัญหาเหล่านั้น จะเห็นได้จากพระราชหัตถเลขาของพระองค์ที่มีไปถึงกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ความตอนหนึ่งว่า
"หม่อมฉันรู้สึกอยู่เสมอว่า การสาธารณสุขนั้นเป็นของสำคัญ เป็นสิ่งบำรุงกำลังของชาติไทย เป็นสาธารณสุขประโยชน์กับมนุษยชาติทั่วไป เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสอันใดที่หม่อมฉันพอที่จะช่วยออกกำลังกาย ปัญญา หรือทรัพย์ อันเป็นทางที่จะทะนุบำรุงให้การนั้นเจริญขึ้นแล้ว หม่อมฉันยินดีปฏิบัติได้เสมอ"
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 69 ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และองค์ที่ 7 ในสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี (สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวสาอัยยิกาเจ้า) ทรงมีพระเชษฐาและพระเชษฐภคินี ร่วมพระมารดารวม 7 พระองค์
สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงพระราชสมภพในวันศุกร์ เดือนยี่ ปีเถาะ ขึ้น 3 ค่ำ ซึ่งตรงกับวันที่ 1 มกราคม พุทธศักราช 2434 ณ พระตำหนักสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทาน นามว่า "สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าชาย มหิดลอดุลยเดช นเรศวรมหาราชาธิบดินทร์ จุฬาลงกรณนรินทร์วรางกูร สมบูรณ์เบญจพรสิริสวัสดิ์ ขัตติยวโรภโตสุชาต คุณ สังกาศเกียรติประกฤษฐ ลักษณวิจิตรพิสิษฐบุรุษย ชนุตมรัตน์พัฒนศักดิ์ อัครวรราชกุมาร"
ทรงบรรพชาสามเณร เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ถึงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2447 และทรงผนวชวันที่ 21 สิงหาคม รัตนโกสินทรศก 123
ภายหลังทรงลาผนวชแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ทรงเข้าเรียนที่โรงเรียน แฮโรว์ ในปี พ.ศ. 2448 เพื่อทรงศึกษาวิชาเบื้องต้น
ในปี พ.ศ. 2450 สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศเยอรมนี เพื่อทรงศึกษาที่ โรงเรียนเตรียมนายร้อย เมืองปอตสดัม เป็นเวลา 1 ปีระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยชั้นต้น ประเทศเยอรมนี แพทย์ที่เยอรมันได้ทำการรักษาพระอาการประชวรด้วยโรคกระดูกสันหลังคด ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จะมีพระอาการเป็นปกติ
หลังจากนั้นแล้วทรงศึกษาด้านการทหาร ณ โรงเรียน นายร้อยทหารบก Royal Prussian Military College, Gross Lichterfelde ใกล้กรุงเบอร์ลิน ภายหลังที่ทรงสำเร็จจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงศึกษาด้านทหารเรือ ณ Imperial German Naval College เมืองเฟลนสบูร์ก ตอนเหนือ ของประเทศเยอรมนี ระหว่างปี พ.ศ. 2454 - 2457
เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื่องจากรัฐบาลสยามในพระบาทสมเด็จฯ พระบรมราชชนก ต้องเสด็จกลับประเทศสยาม และทรงเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือ
ในระยะเวลาที่ทรงรับราชการกองทัพเรือนั้น ทรงทุ่มเทพระสติปัญญาในการพัฒนากองทัพเรือ ทรงบันทึก โครงการสร้างกองเรือรบ ทรงเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดหาเรือตอร์ปิโดรักษาฝั่งสำหรับป้องกันน่านน้ำไทย และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรือดำน้ำ รวมทั้งปัญหาด้านโภชนาการ สำหรับการปฏิบัติงานในเรือดำน้ำ แต่กลับทรงพบอุปสรรคหลายประการในการวางโครงการใหม่ ๆ ให้กับกองทัพเรือ จึงทรงลาออกจากราชการทหารเรือ
ในช่วงท้ายเวลาที่ทรงปฏิบัติราชการกองทัพเรือและมีพระดำริที่จะลาออกนั้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ผู้บัญชาการโรงเรียนราชแพทยาลัย (คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลปัจจุบัน) ได้เสด็จไปเฝ้าเพื่อเชิญเสด็จประพาสเรือยนต์ไปตามคลองต่าง ๆ ได้รับสั่งให้เรือแวะที่สะพานท่าน้ำโรงพยาบาลศิริราช และทูลเชิญเสด็จฯพระบรมราชชนกทอดพระเนตรโรงพยาบาล และทรงพบเห็นสภาพผู้ป่วยไม่มีที่พักคนไข้นอนเรียงกันอยู่ อย่างแออัด
เมื่อสมเด็จฯพระบรมราชชนกทรงเห็นถึงความจำเป็นของบ้านเมืองในขณะนั้น และทรงเห็นว่าการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับด้านการแพทย์และสาธารณสุขจะทำให้ทรงช่วยเหลือกิจการด้านนี้ในประเทศเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น สมเด็จฯพระบรมราชชนก เสด็จออกไปยังมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ สกอตแลนด์ เพื่อทรงศึกษาด้านการแพทย์ แต่เนื่องจากสภาพอากาศในสกอตแลนด์เป็นอุปสรรคต่อพระอนามัย จึงเสด็จไปที่สหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2475 พระองค์เสด็จไปศึกษาวิชาการสาธารณสุข และวิชาการแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาทรงสอบได้ประกาศนียบัตรการสาธารณสุขและปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต ชั้น Cum Lande พระองค์เป็นผู้ทรงบำเพ็ญประโยชน์ต่อวงการแพทย์ การสาธารณสุข การพยาบาล การเภสัชกรรม ทันตศึกษา การประมง และการศึกษาของประเทศ เป็นคุณูปการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการแพทย์ พระราชกรณียกิจของพระองค์ มีดังนี้
   1. พระองค์ได้ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อทรงทำนุบำรุงโรงเรียนราชแพทยาลัย โรงพยาบาลศิริราชให้ทันสมัยทัดเทียมกับอารยประเทศ
   2. ส่งแพทย์ พยาบาล ไปศึกษาต่อต่างประเทศ
   3. สร้างอาคารเรียนกับหอพักผู้ป่วยบริเวณโรงพยาบาลศริราช
   4. ทรงเป็นผู้แทนรัฐบาลไทย ในการเจรจากับมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ให้มาช่วยเหลือการแพทย์ของไทยเป็นการวางรากฐานให้การแพทย์ของไทยเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมอารยประเทศในปัจจุบัน
   5. ทรงวางโครงการพัฒนาวิชาการพยาบาลไว้อย่างครบถ้วน ที่วชิรพยาบาล
จากการที่พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการแพทย์ไทย ทำให้การแพทย์ของไทยเจริญก้าวหน้า บรรดาศิษย์และผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงพากันถวายพระสมัญญาว่า "พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย"
ส่วนพระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุข ของสมเด็จฯพระบรมราชชนก นั้นเป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป ทั้งในประเทศและนานาชาติว่า สมเด็จพระราชบิดา ได้สนพระทัยในงานสาธารณสุขของประเทศ ได้ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาสาธารณสุข ก่อนจะสำเร็จการศึกษาทางแพทยศาสตร์ เพราะทรงตระหนักในพระราชหฤทัยเสมอว่า การสาธารณสุขนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
เหตุที่ทรงเลือกเรียนวิชาสาธารณสุข ก็โดยที่ทรงตระหนักว่า วิชาแพทย์ทางด้านรักษาของประเทศเรายังไม่เจริญพอ หนทางเดียวที่จะให้ประชาชนรอดตายก่อนถึงเวลาอันสมควร ก็คือให้เขารู้จักรักษาตัวปรับปรุงการกินอยู่ให้มีอนามัยดี มีสุขศึกษาที่ดี เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เป็นโรคซึ่งจะเป็นผลดีกว่าจะไปแก้ไขกันเมื่อโรคเกิดขึ้นแล้ว การทั้งหมดนี้จะดำเนินไปได้ก็โดยมีผู้รู้วิชาการสาธารณสุขเป็นผู้จัดการ พระองค์จึงตัดสินพระทัยเรียนวิชาการสาธารณสุข ด้วยทรงเห็นประโยชน์
ในระหว่างที่ประทับในพระนคร เนื่องในพระบรมศพสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ นั้นสมเด็จฯ พระบรมราชชนก ได้ทรงนำความรู้ทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ที่ทรงได้รับจากการศึกษาในต่างประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชกรณียกิจทางด้านสาธารณสุข ดังนี้
ในการอบรมแพทย์สาธารณสุข ซึ่งกรมสาธารณสุขได้จัดให้มีขึ้นเป็นครั้งแรกที่สถานเสาวภาในปี พ.ศ. 2467 ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน ถึงวันที่ 15 กันยายน มีแพทย์เข้ารับการอบรม จำนวน 12 คน สมเด็จฯพระบรมราชชนก ทรงเป็นพระอาจารย์ และทรงบรรยายในหัวข้อเรื่อง "วิธีปฏิบัติการสุขาภิบาล" (Practical Sanitation) ทรงแบ่ง ประเภทของกิจการสาธารณสุขไว้โดยชัดเจน เป็น 3 ชนิด คือ
   1. สุขวิทยา (Hygiene) คือ ความรู้ที่จะช่วยให้เรารู้จักบำรุงร่างกายให้เป็นปกติอยู่ให้มีความจำเริญแข็งแรงตามธรรมชาติ เช่น นอนเป็นเวลา กินเป็นเวลา เป็นต้น
   2. เวชกรรมกันโรค และการปราบโรค (Prevention Medicine) เวชกรรมศาสตร์นั้น เป็นวิชาที่แก้ไขรักษาโรคที่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์โดยทางรักษาเวชกรรมกันโรคนี้ มุ่งจะกันไม่ให้เข้าสู่ร่างกายได้ เช่น ปลูกฝีกันไข้ทรพิษ เป็นต้น
   3. สุขาภิบาล (Sanitation) คือ บำรุงสถานที่และควบคุมหนทางออก ทางเข้าและสิ่งที่ออกจากและเข้าไปในร่างกาย และสถานที่มนุษย์อยู่ อย่าให้เป็นบ่อเกิดและนำมาแห่งโรค
ทั้ง 3 ประการนี้ รวมเรียกว่า สาธารณสุข
ในการบรรยายเรื่อง วิธีปฏิบัติการสุขาภิบาลนี้ยังได้ทรงปาฐกถา 2 เรื่อง คือ "ธาติปัจจัยในการสาธารณสุข" รับสั่งมีความสำคัญว่า งานสาธารณสุขนั้นจะทำให้บรรลุผลสำเร็จต้องประกอบด้วยปัจจัย 4 ประการ คือ ศรัทธา ความรู้ เงิน ความร่วมมือ
และได้ทรงปาฐกถาเรื่อง "คิดเป็นจำนวน" ทรงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสาธารณสุข กล่าวคือ ถ้าได้จัดการสาธารณสุขดีแล้ว ความเจ็บป่วยของพลเมืองจะลดลง เพราะมีโรคหลายอย่างที่ควรจะป้องกันได้ ผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้ต้องเสียกำลังแรงงาน ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเขามาคิดเป็นจำนวนเงินได้ ซึ่งประเทศชาติต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจไปมิใช่น้อยเลย
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่พระองค์ได้ทรงให้ความช่วยเหลือ แก่การสาธารณสุข คือ ในปี พ.ศ. 2463 ได้ทรงนิพนธ์บทความเรื่องทุเบอร์คุโลซิส หรือวัณโรค
ทรงร่วมในการพิจารณาพระราชบัญญัติ การแพทย์ พ.ศ. 2466 โดยทรงแก้ไขข้อขัดข้องและความขัดแย้งต่าง ๆ จนลุล่วงไปด้วยดี ทำให้กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกประกาศใช้ได้
สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ยังได้ทรงส่งเสริม เรื่อง "สงเคราะห์มารดาและทารก" พระองค์รับสั่งเสมอว่าเมืองไทยยังต้องการอบรมมารดาให้รู้จักการเลี้ยงดูเด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้อาหารเด็ก เพราะพระองค์ทรงปรารภว่า พระองค์ทรงมีพระราชดำริที่จะให้กรมสาธารณสุขขยายกิจการ สงเคราะห์มารดาและทารก เนื่องจากในสมัยนั้นอัตราตายของทารกต่ำกว่า 1 ขวบมีสูงมาก ทรงวางโครงการดัดแปลง วชิรพยาบาลเป็นโรงพยาบาลคลอดบุตรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเป็นศูนย์อบรมศึกษาพยาบาลผดุงครรภ์ พยาบาลสาธารณสุข สังคมสงเคราะห์ และหมอตำแย เพื่อจะได้มีผู้ทำงานด้านสงเคราะห์มารดาและทารกเพิ่มขึ้น
ทรงพระราชทานน้ำดื่มน้ำใช้ให้แก่ชาวบ้าน เช่น ด้วยการสร้างคันกั้นน้ำ เพื่อให้ราษฎรได้มีน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาดไว้อุปโภคและบริโภค ที่โรงพยาบาลศิริราช ทรงขอร้องให้กระทรวงมหาดไทยวางท่อประปาข้ามแม่น้ำส่งมาโรงพยาบาล
สมเด็จฯพระบรมราชชนกทรงปฏิบัติหน้าที่ด้านการแพทย์และการสาธารณสุขอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ถึงแม้ว่าพระวรกายและพระอนามัยของพระองค์ไม่แข็งแรง โรคที่รบกวนอยู่ก็ทรงประชวรตั้งแต่อยู่เมืองนอก คือ โลหิตจาง กับไตอักเสบเรื้อรัง ต่อมาภายหลังมีโรคตับอักเสบและกลายเป็นหนองร่วมด้วย และด้วยเหตุนี้พระองค์ได้เสด็จจากเราไปโดยไม่มีวันกลับในวันที่ 24 กันยายน 2472 ณ วังสระปทุม รวมพระชนมายุ 38 พรรษา
13 พฤศจิกายน 2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอนุสรณ์คำนึงถึงสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์
การที่พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจทางด้านการสาธารณสุขเอนกประการ มีผลทำให้การสาธารณสุขของประเทศ มีการพัฒนามากขึ้นในทุกด้านและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อกิจการสาธารณสุขทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งนี้ ก็ด้วยพระปรีชาญาณที่ทรงเล็งเห็นการณ์ไกล เนื่องจากในสมัยปัจจุบันมีการให้ความสำคัญกับการป้องกันมากขึ้นเป็นลำดับ ในเวลาต่อมา ได้มีการตั้งแผนกเวชศาสตร์ป้องกันขึ้นในโรงพยาบาล และกำหนดให้นักศึกษาแพทย์ได้ปฏิบัติในวิชานี้อย่างจริงจัง เพื่อปลูกฝังให้เกิดความสนใจในแง่ป้องกันโรคไว้ตั้งแต่ต้น
นับได้ว่า สมเด็จฯพระบรมราชชนกทรงดำรงพระองค์เป็นแพทย์สาธารณสุขที่มุ่งบำเพ็ญประโยชน์เพื่อพสกนิกรอย่างแท้จริง กิจการด้านสาธารณสุขได้เจริญสืบมา
ในปี พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นปีที่ครบ 100 ปี แห่งวันพระราชสมภพของสมเด็จฯพระบรมราชชนก บรรดาอาจารย์ของสถาบันการศึกษาทางสาธารณสุขของประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 สถาบัน คือ
   1. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
   2. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
   3. สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
   4. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้มีการประชุมแล้วมีมติพร้อมเพรียงในความประสงค์ขอพระราชทานสมัญญา สมเด็จพระราชบิดาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็น "พระบิดาแห่งการสาธารณสุขไทย"
ในปี พ.ศ. 2536 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ได้ทรงรับสั่งให้ใช้พระราชสมัญญาเป็น "องค์บิดาแห่งการสาธารณสุขไทย" โดยทรงอธิบายเหตุผลแห่งการเปลี่ยนคำ โดยการยกตัวอย่างเปรียบเทียบไว้ดังนี้ คือ สำหรับพระสงฆ์จะใช้คำว่า "พระ" นำคำว่า "อาจารย์" เสมอไป เช่น "พระอาจารย์ฝั้น" "พระอาจารย์มั่น" ศิษย์จะเป็นใครก็ตาม สำหรับฆราวาสนั้นจะเป็นพระอาจารย์เพียงเมื่อศิษย์เป็นเจ้าเช่น นาย ก เป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระเทพรัตนฯ แต่สมเด็จพระเทพรัตนฯ มิได้ทรงเป็นพระอาจารย์ของนักเรียนนายร้อย เพราะนักเรียนนายร้อยไม่ได้เป็นเจ้าเห็นเขาเรียกกันว่า "ทูลกระหม่อมอาจารย์" ด้วยหลักเกณฑ์เดียวกัน การแพทย์หรือการสาธารณสุขไม่ได้เป็นเจ้า ก็ไม่น่าจะใช้คำว่า "พระบิดา" แต่บิดาเป็นเจ้าจึงเสนอให้ใช้คำว่า "องค์บิดา" ดังที่ใช้ว่า "องค์ อุปถัมภ์" หรือ "องค์ประธาน" ไม่ได้ใช้คำว่า "พระอุปถัมภ์" หรือ "พระประธาน"
จึงทำให้พระราชสมัญญาว่า "พระบิดาแห่งการสาธารณสุขไทย" เปลี่ยนเป็น "องค์บิดาแห่งการสาธารณสุขไทย"



 
เข้าดู(4155)


วิวัฒนาการ ทางการแพทย์มาใหม่ล่าสุด
A00009 22:6:2010 -  การแพทย์สมัยใหม่ (4155)
A00001 22:6:2010 -  การแพทย์ยุคใหม่ก้าวไกลด้วยเทคโนโลยี (4999)
ดูทั้งหมด>>